เดี๋ยวนี้เทรนด์รักสุขภาพ ถือเป็นเทรนด์ที่มาแรง และเป็นกระแสไม่ว่าจะอยู่ในช่วงอายุไหน เพราะทุกวันนี้ทุกคนเริ่มใส่ใจสุขภาพตัวเองมากขึ้น ทานอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น ออกกำลังกายเป็นสม่ำเสมอ หรือแม้กระทั่งผลิตภัณฑ์ไหนที่เกี่ยวกับสุขภาพก็กลายเป็นสินค้าที่ขายดี ของต้องมีติดทุกบ้าน รวมถึงวิตามินบำรุงร่างกายก็เป็นสินค้าขายดีด้วยเช่นกัน แต่ถ้าคุณยังไม่ทราบว่าร่างกายของเราควรทานวิตามินตัวไหนบ้าง เพื่อที่คุณจะได้ซื้อวิตามินที่ต้องการ

5 วิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย

1. วิตามิน A 

วิตามิน A เป็นวิตามินที่สามารถละลายได้ดีในไขมัน ช่วงเวลาที่ควรกินวิตามิน A เสริมร่างกายคือ ระหว่างมื้ออาหาร หรือ จะกินหลังอาหาร 30 นาทีก็ได้เช่นกัน อาหารที่มีวิตามิน A จะเป็นพวกผัก ผลไม้ สีเหลือง สีส้ม สีเขียว หรือ น้ำมันตับปลา เครื่องในสัตว์ ไข่แดง นม โดยวิตามิน A ช่วยในการมองเห็น เพิ่มภูมิคุ้มกัน หายป่วยเร็ว เสริมความแข็งแรงของกระดูก

2. วิตามิน B

การกินวิตามิน B จะช่วยในเรื่องการดูดซึมของสารอาหารในร่างกายได้ดี ควรกินในช่วงเช้าขณะที่ท้องว่าง หรือสำหรับ ใครที่ทานในช่วงท้องว่างแล้วเกิดระคายเคืองกระเพาะอาหาร แนะนำให้กินระหว่างมือเช้าหรือหลังอาหารเช้าแทน โดยวิตามิน B สามารถเจอได้ในข้าวซ้อมมือ ไข่แดง เนื้อสัตว์ นม ถั่ว โยเกิร์ต น้ำส้ม น้ำมะเขือเทศ และธัญพืชเปลือกบาง

3. วิตามิน C

ถือว่าเป็นวิตามินที่ทุกคนรู้จัก ควรกินหลังอาหารเช้า เนื่องจากวิตามินมีความเป็นกรด อาจทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร โดยวิตามิน C ช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ดี เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ป้องกันการเป็นหวัด หายไข้เร็ว โดยอาหารที่มีวิตามินนี้ เช่น ผัก ผลไม้ ดอกกะหล่ำ ขึ้นฉ่าย ต้นหอม ถั่วลั่นเตา ใบเผือก ส้ม ฝรั่ง สับปะรด เป็นต้น 

4. วิตามิน E

วิตามิน E ช่วยในเรื่อง ละลายไขมันได้ดี ป้องกันการแตกของเม็ดเลือก ป้องกันการอุดตันของเม็ดเลือด ต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการอักเสบ ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภท โยเกิร์ต อัลมอนด์ อะโวคาโด และถั่วชนิดต่างๆ 

5. แคลเซียม

ควรกินแคลเซียมหลังทานอาหารทันที เพราะมีส่วนเป็นกรดทำให้ระคายเคืองในกระเพาะอาหาร  แคลเซียมช่วยในเรื่องในการแข็งตัวของเลือก ช่วยให้กล้ามเนื้อระบบประสาททำงานได้ดี ทำให้เกิดการหดตัวของเซลล์กล้ามเนื้อ กระตุ้มการทำงานของโปรตีน ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก โดยแคลเซียมสามารถหาได้จาก นม ปลาตัวเล็ก หอยนางรม ผักใบเขียวที่มีลักษณะแข็ง งาดำ เป็นต้น 

Explore More

ยาแก้ไอ ละลายเสมหะ ยี่ห้อไหนดี?

Cough medicine

ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ทำให้หลายคนเริ่มหันมาดูแลสุขภาพยิ่งขึ้น ทำความรู้จักกับยาที่ช่วยยับยั้งเชื้อไวรัสเหล่านี้ได้ ซึ่งยาที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ ยาแก้ไอ ละลายเสมหะ ซึ่งปัจจุบันตอนนี้มียาแก้ไอ ละลายเสมหะ หลายตัวมาก วันนี้เราเลยจะมาแนะนำยานี้ให้ทุกคนรู้จักกัน  5 ยาแก้ไอ ละลายเสมหะ ที่คุณควรมีติดบ้าน  1. สเปร์ยแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว หลายคนคงรู้จักยาแก้ไอเจ้านี้เป็นอย่างดี เพราะเป็นยาแก้ไอที่มีมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ แต่คงจะคุ้นเคยแบบยาเม็ดมากกว่า แต่ยาเม็ดนั้นกลืนยา และติดปัญหาเรื่องการพกพาและกลิ่นที่ค่อนข้างเฉพาะตัว แต่เดี๋ยวนี้ทางแบรนด์ได้ปรับรูแแบบเป็นสเปร์ยสำหรับพ่น พกพาง่าย บรรเทาอาการไอ ละลายเสมหะ ทำให้คอชุ่มชื้น

เศร้ามาก ๆ ทานยาต้านเศร้าจะดีไหม?

Antidepressants

ทานยาต้านเศร้าแล้วจะดีขึ้น? เมื่อเรานั้นศร้าบ่อย ๆ ก็จำเป็นที่จะต้องทานยารักษาเหมือนกับโรคอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหัวแล้วทานยาพาราเซติมอล หรือว่าเจ็บคอต้องทานยาแก้อักเสบ ซึ่งความเศร้าก็ไม่ต่างกันกับอาการป่วยต่าง ๆ มือเราเศร้ามากเกินความจำเป็นก็ต้องทานยาต้านเศร้าเพื่อที่จะให้อารมณ์ของเรานั้นกลับมาสมดุลย์ เหมือนกับโลกอื่น ๆ แต่ยาต้านเศร้าก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียทก่อนที่เราจะทานยาอะไรเราจะต้องทำความรู้จักกับสิ่งนั้นให้ดีก่อน หรือได้รับการแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทำความรู้จักยาต้านเศร้า ยาต้านเศร้าอาจรักษาได้เพียงอาการที่เกิดขึ้น แต่ไม่สามารถรักษาที่สาเหตุได้โดยตรง ซึ่งยาต้านเศร้า (Antidepressant) มีหน้าที่ออกฤทธิ์โดยปรับระดับสารเคมีในสมองอย่างเซราโทนินและนอร์อะดรีนาลีนให้สมดุล ถือว่าเป็นกลุ่มยาที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้าและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ ทั้งยังอาจใช้รักษาโรคอื่นได้อีกด้วยเช่นกัน ๆ เช่น โรคย้ำคิดย้ำทำ โรควิตกกังวล และโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) เป็นต้น  และถ้าหากว่าเราต้องการที่จะรักษาความเศร้าให้หายไปทั้งต้นตอและสาเหตุ

ลดภาวะแทรกซ้อนในคนเป็นเบาหวาน ด้วยการเช็คสุขภาพฟัน

People with diabetes

เพื่อเป็นลดภาวะแทรกซ้อนในคนที่เป็นเบาหวานจะต้องหมั่นเช็คช่องปากเสมอว่าสุขภาพฟันเป็นอย่างไร เพราะด้วยความที่ผู้ป่วยนั้นมีความผิดปกติส่งผลทำให้ผนังหลอดเลือด เส้นประสาทส่วนปลาย ไต และเรตินาในช่องปากทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ๆ อาการเบื้องต้นจะรู้สึกเจ็บปวด สาเหตุมาจากการที่ช่องปากมีปัญหา สุขภาพไม่แข็งแรง เพราะต้านทานต่ออินซูลิน ร่างกายจึงสูญเสียการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ง่าย ๆ ฉะนั้นหากปล่อยไว้ อาจทำให้การควบคุมเบาหวานไม่ดีภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่แล้วเป็นระยะเวลานาน สมดุลของปลายประสาทเริ่มมีปัญหาจะมีอาการปากแห้ง ปวด แสบร้อนในช่องปาก ต่อมน้ำลายโต สูญเสียการรับรส นำไปสู่โอกาสที่จะเป็นโรคปริทันต์อักเสบสูง แน่นอนว่าส่งผลทำให้มีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียได้ง่าย ๆ ฉะนั้นในทุก ๆ 2 ปี ควรพาผู้ป่วยไปตรวจเช็คสุขภาพช่องปากเสมอ