ทุกครั้งที่เราเดินทางไม่ว่าใกล้หรือไกล เราควรมียาแก้เมารถไว้กับเราเสมอ เป็นสิ่งสำคัญไม่ควรหลงให้หลงลืม แต่คุณรู้หรือไม่ว่ายาแก้เมารถประกอบด้วยสารสำคัญใดบ้าง และวิธีการใช้งานเป็นอย่างไรเพื่อให้มั่นใจว่าเรากำลังใช้ยาได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

การเกิดอาการเมารถนั้นเกิดขึ้นเมื่อสมองได้รับข้อมูลที่ขัดข้องกับสิ่งที่ดวงตาเห็น หูได้ยิน หรือร่างกายรับรู้ เช่น เราอาจเห็นสิ่งกำลังเคลื่อนไหวหน้าหน้าเรา แต่หูข้างในร่างกายรับรู้ว่าเรานั่งอยู่นิ่ง สมองจึงสับสน ทำให้เรารู้สึกว่าหัวเรามีความวิงวก ปวดศีรษะ คลื่นไส้ และบางครั้งอาจต้องการอาเจียน เหมือนผลจากการเดินทางด้วยรถยนต์ เครื่องบิน เรือ หรือจากการเล่นเครื่องเล่นที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โคลงเคลง หรือเกิดการเขวี่ยนตัวเร็ว นี่คืออาการที่เราเรียกว่าเมารถ

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาแก้เมารถ เมาเรือ

1. ยาแก้แพ้หรือยาต้านฮิสตามีน (Antihistamines)

ยาแก้เมารถในกลุ่มนี้ที่เราสามารถหาซื้อได้จากร้านขายยาทั่วไปหรือรับจากแพทย์คือ ยาไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate) และยาไซไคลซีน (Cyclizine) ซึ่งมีส่วนช่วยบรรเทาหรือป้องกันอาการเมารถที่เกิดจากสารฮิสตามีน ซึ่งเป็นสาเหตุเดียวกันกับอาการแพ้ต่าง ๆ

ยาแต่ละตัวจะมีปริมาณและระยะเวลาในการใช้ยาที่แตกต่างกัน เราควรอ่านฉลากยาเสมอ แต่สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป ยาไดเมนไฮดริเนตควรกินในปริมาณ 50–100 มิลลิกรัม ทุก 4–6 ชั่วโมง ส่วนยาไซไคลซีนควรกินในปริมาณ 50 มิลลิกรัม ทุก 4–6 ชั่วโมง โดยยาทั้งสองชนิดนี้ควรใช้ก่อนการออกเดินทางอย่างน้อย 30–60 นาที

การใช้ยาแก้แพ้อาจมีข้อจำกัดบางประการต่อคนบางกลุ่ม อาทิ

  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหืด โรคปอด โรคหัวใจ ชัก โรคตับ โรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ลำไส้ ต่อมลูกหมากโต หรือการปัสสาวะ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยา
  • ผู้ปกครองไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีกินยาแก้แพ้หากไม่ได้รับอนุญาตจากแพทย์ เพราะเด็กอาจแพ้ยาและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

เนื่องจากยาแก้แพ้อาจส่งผลให้ง่วงซึมและเวียนศีรษะ ควรหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะด้วยตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ เพราะยาแก้แพ้อาจไปเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและระดับความดันโลหิตให้สูงขึ้นได้

ผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจพบได้ เช่น ท้องผูก มองเห็นเป็นภาพเบลอ ปากแห้ง คอแห้ง ในกรณีที่พบผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น รู้สึกสับสน กระสับกระส่าย หัวใจเต้นเร็วหรือเต้นผิดปกติ สั่น หรือปัสสาวะลำบาก ชัก เวียนศีรษะคล้ายจะหมดสติ ควรไปพบแพทย์ทันที

2. ยากลุ่มแอนติโคลิเนอร์จิก (Anticholinergics)

ยากลุ่มแอนติโคลิเนอร์จิกมีคุณสมบัติที่ช่วยปรับสมดุลของสารสื่อประสาทอย่างแอซิติลโคลีน (Acetylcholine) และนอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) ในสมองที่มีความผิดปกติ นอกจากนี้ยานี้ยังยับยั้งการส่งสัญญาณไปสู่สมองส่วนกลางซึ่งอาจเป็นสาเหตุของอาการคลื่นไส้และอาเจียน ดังนั้นใช้ยานี้อาจช่วยในการป้องกันอาการเมารถได้

ตัวอย่างยาแก้เมารถในกลุ่มนี้คือ ยาสโคโปลามีน (Scopolamine) ชนิดแผ่นแปะหลังหู แนะนำให้ใช้ก่อนเดินทางอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงตามคำสั่งของแพทย์เท่านั้น และมีข้อควรระวังบางประการ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อความดันสูงหรือมีปัญหาสุขภาพดังนี้:

  • ผู้ป่วยต้อหินมุมปิดหรือมีอาการแพ้ยาสโคโปลามีนและยาที่คล้ายกันอย่างยาไฮออสไซยามีน (Hyoscyamine) หรือยาอะโทรปีน (Atropine) ไม่ควรใช้ยานี้
  • ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น ต้อหิน โรคตับ โรคไต ชัก โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ อาการผิดปกติทางจิต โรคจิต ปัญหาในการหายใจ การปัสสาวะ หรือระบบย่อยอาหาร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา
  • ไม่อนุญาตให้เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ใช้ยานี้

ยานี้อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ปากแห้ง เจ็บคอ ท้องผูก แดงหรือคันผิวหนังบริเวณที่ใช้แผ่นแปะ มองเห็นเป็นภาพเบลอ ง่วงซึม เวียนศีรษะ สับสน รู้สึกกระสับกระส่าย ฉุนเฉียวง่าย หรือมีเหงื่อออกมาก

หากพบอาการรุนแรงหลังใช้ยา เช่น เวียนศีรษะอย่างรุนแรง หลอน รู้สึกหวาดกลัวมาก ความคิดหรือพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม มีปัญหาด้าน

Explore More

วิธีกินยาคุม กินอย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัย

Take birth control pills.

อีกหนึ่งวิธีการคุมกำเนิดนอกจากการใช้ถุงยางอนามัยแล้ว การกินยาคุมก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการคุมกำเนิดได้เช่นกัน แต่ขั้นตอนการกินยาคุม หรือประเภทของยาคุมนั้นมีรายละเอียดมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการกินยาคุมให้ถูกต้อง ต้องกินอย่างไร  วิธีกินยาคุม ต้องกินอย่างไร? เนื่องจากยาคุมทุกวันนี้มีหลายแบบด้วยทั้ง มีทั้งยาคุมแบบฉุกเฉิน, ยาคุมแบบ 21 เม็ด และยาคุมแบบ 28 เม็ด ซึ่งยาคุมกำเนิดชนิดเม็ดแต่ละแผง จะมีส่วนประกอบของฮอร์โมนเพศหญิง ที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งการตกไข่ ที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ แต่เมื่อไหร่หยุดกินก็สามารถกลับมามีโอกาสตั้งครรภ์ได้ตามปกติ ทั้งนี้วิธีการกินยาคุมแต่ละแบบมีวิธีการกินดังนี้ วิธีกินยาคุม 21 เม็ด  วิธีการกินให้กินเม็ดแรกภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือน หลังจากนั้นจึงกินติดต่อกันวันละ 1

รักษาสิวบนหลังให้หายขาดอย่างไร ? เรามีคำตอบมาให้คุณ

รักษาสิวบนหลัง

สิวบนหลัง ปัญหาใหญ่ที่ใครหลายคนประสบกับปัญหาดังกล่าว แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญมากเท่ากับสิวบนหน้า แต่โอกาสที่คนอื่นจะได้เห็นนั้นก็น้อยเช่นกัน ถ้าหากคุณไม่สวมบิกีนี่เดิมริมชายหาด เพราะฉะนั้นแล้วการเกิดรอยสิวแบบนี้ก็คงไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้นบนตัวเราอย่างแน่นอน แต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการรักษาสิวบนหลังที่ถูกต้อง วิธีการรักษาสิวบนหลังที่คุณควรรู้  สิวบนหลังสามารถรักษาได้อย่างไร  ก่อนเราจะไปดูวิธีการรักษากัน เราต้องมาดูกันก่อนว่า สิวบนหลัง นั้นมีสาเหตุการเกิดจากอะไร เหงื่อไคล อากาศร้อนจะกระตุ้นให้เหงื่อและไคลออกมามากกว่าปกติ จนเกิดเป็นการหมักหมม รูผิวขุมขนบนหนังที่เปิดกว้างทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าไปสะสมอุดตัน จนทำให้เกิดสิว นอกจากนี้การสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ไม่ดี การสวมชุดนอนซ้ำ ๆ หรือการไม่อาบน้ำหลังจากการเล่นกีฬาก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวได้เช่นกัน  ฮอร์โมน สิวที่ขึ้นทุกที่บนร่างกายของเรา ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า ลำตัว แผ่นหลัง ก้น มีสาเหตุมาจากฮอร์โมนในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยรุ่น โดยเฉพาะผู้หญิงที่เริ่มมีประจำเดือน

EST คืออะไร ทำไมคนที่รู้สึกเหนื่อยง่าย หอบหนักตอนออกกำลังกายต้องรู้

Treadmill stress test

คุณเคยสงสัยบ้างไหมว่าทำไมในตอนที่ออกกำลังกายแล้วรู้สึกเหนื่อยหอบง่ายทั้งที่ไม่ใช่คนอ้วน อีกทั้งได้รับการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ แม้แต่วิ่งระยะสั้นหรือเดิมนิดเดียวก็หอบแล้ว เชื่อว่ามีหลาย ๆ คนอาจะเคยสงสัยแต่มักจะไม่ฉุกคิดและเข้าใจว่าตนเองนั้นไม่เคยออกกำลังกายเลย จึงทำให้ไม่ได้มีการปรับตัวนั้นเอง อีกทั้งเพราะเข้าใจว่านี้เป็นเรื่องปกติของร่างกายและไม่ได้มีความรู้สึกว่ากระทบกับการใช้ชีวิตในประจำวันจึงเลือกที่ยังไม่ไปตรวจร่างกายทั้งที่จริงแล้วนี่อาจเป็นภัยเงียบที่อันตรายกว่าที่คุณจะคาดคิดไว้ แต่จะเพราะอะไรนั้นเรามาดูสาเหตุที่แท้จริงกันดีกว่าว่าอาการดังกล่าวนี้เป็นมากกว่าแค่อาการเหนื่อยอย่างไร เหนื่อยง่าย หอบไวแนะนำให้ลองตรวจ EST สำหรับ EST เป็นเทคนิคการตรวจสรรถภาพของหัวใจขณะที่เราออกกำลังกายอยู่ เพราะขณะเดินหรือวิ่งหัวใจจะเต้นเร็วและมีเลือดมาหล่อเลี้ยงมากขึ้น ซึ่งหากว่ามีหลอดเลือดหัวตีบเลือดก็จะไม่สามารถไหลเวียนมาเลี้ยงหัวใจได้ดีทำให้เกิดอาการตามมาคือเริ่มมีอาการแน่นหน้าอก โดยเช็กได้จากคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะทดสอบ มีจุดประสงค์ในการตรวจเพื่อวินิจฉัยภาวะหัวใจขาดเลือด ซึ่งโดยปกติจะมีเครื่องมือในการทดสอบ EST สองแบบคือ แบบสายพานไฟฟ้าคือสามารถปรับความเร็วและความชันขณะวิ่งได้กับแบบจักรยานซึ่งจะเหมาะกับผู้สูงอายุเพื่อตรวจภาวะหัวใจขาดเลือดขณะเดิน  อยากไปตรวจ EST ต้องเตรียมตัวอย่างไร ไม่ยากหากอยากมาทดสอบ EST เพียงแค่งดอาหารและเครื่องดื่มก่อนการทดสอบ 2